On 8 December 2007, while visiting President Bush in the White House with the Northern Ireland First Minister Ian Paisley, Martin McGuinness, the Deputy First Minister, said in The definitive end of The Troubles and thus of the Peace Process came in 2007.
On 8 December 2007, while visiting President Bush in the White House with the Northern Ireland First Minister Ian Paisley, Martin McGuinness, the Deputy Firsrt Minister discussed  about The definitive end of The Troubles and thus of the Peace Process came in 2007.

 

1. ประเด็นปัญหาของความขัดแย้ง

               ในช่วงศตวรรษที่16 ชาวอังกฤษและสก็อตแลนด์ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์จำนวนมากเริ่มเข้าไปตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของเกาะไอร์แลนด์ตามนโยบาย “Plantation of Ulster” ซึ่งมีประชากรดั้งเดิมเป็นชาวไอริชที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ทำให้ชุมชนเดิมในพื้นที่รู้สึกว่าตนเองถูกขโมยดินแดนไป  ตั้งแต่นั้นมา การต่อต้านเพื่ออิสระในการปกครองตนเองจากชาวอังกฤษโดยชาวไอริชจึงเริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้น  จนกระทั่งในปี1921 อังกฤษและไอร์แลนด์ได้มีการลงนามในสนธิสัญญา “Government of Ireland Act” ยินยอมให้ 26 แคว้นบนเกาะไอร์แลนด์แยกตัวเป็นรัฐอิสระไอร์แลนด์ ในขณะที่อีก 6 แคว้นทางตอนเหนือของเกาะจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร การแบ่งประเทศในครั้งนี้กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม Unionist ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนท์ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษต่อไปกับกลุ่ม Nationalist ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคาทอลิกที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระออกจากอังกฤษเพื่อผนวกเข้ากับสาธารณรัฐไอร์แลนด์

1.1 สาเหตุรากเหง้าของความขัดแย้ง

             ในปี 1968 ได้เกิดการประท้วงเดินขบวนเคลื่อนไหวของกลุ่ม Nationalist (คาทอลิก) ที่มีความรู้สึกว่าถูกกดขี่และกีดกันจากกลุ่มUnionist ในเรื่องของการไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมจากรัฐบาลอังกฤษ รวมถึงการจัดสรรที่อยู่อาศัย การจ้างงาน การศึกษา การเข้าถึงทรัพยากรต่างๆในสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งแต่ละฝ่ายกลัวว่า อัตลักษณ์ของตนจะถูกกลืนหายไปกับอีกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการนับถือและประกอบกิจกรรมทางศาสนา

1.2 ปัญหาที่ตามมาภายหลังจากการเกิดขึ้นของความขัดแย้ง

              การประท้วงเดินขบวนเคลื่อนไหวนั้นได้ขยายตัวเป็นความรุนแรงจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ “The Troubles” แสดงถึงความรุนแรงและความหวาดกลัวขยายตัวเป็นวงกว้างในพื้นที่  โดยความแตกแยกรุนแรงระหว่างชุมชนชาวโปรเตสแตนท์และคาทอลิก วิถีชีวิตของชุมชนทั้งที่อยู่อาศัยและโรงเรียนถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน  นอกจากนี้ยังเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สลายการชุมนุมและการตรวจค้นจับกุม ทำให้แนวร่วมของ IRA (Irish Republic Army) ซึ่งเป็นขบวนการต่อสู้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออุดมการณ์ชาตินิยมไอร์แลนด์ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งความไม่ไว้วางใจระหว่างนักการเมืองจากพรรคฝ่าย Unionistและ Nationalist ในไอร์แลนด์เหนือ ทำให้กระบวนการสร้างสันติภาพต้องหยุดชะงักลงบ่อยครั้ง

2. กระบวนการสันติภาพที่ได้นำมาใช้เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก “The Troubles”

                เหตุการณ์ “ The Troubles ” ทำให้เกิดปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเกิดความกลัวต่อเหตุการณ์ร้ายแรง ความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียสมาชิกของครอบครัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากมีอารมณ์แปรปรวน(Mental Disorder) การที่กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นจำเป็นต้องมีวิธีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

               2.1 การเปิดโอกาสให้มีการพูดอย่างอิสระ ทำให้พวกเขาได้พูดในสิ่งที่อยู่ในใจโดยไม่หวาดกลัวจากประสบการณ์อันโหดร้ายได้ปลดปล่อยออกมาจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่นำมาใช้โดย Dr.Kapur ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการบำบัดจิตโดยการชวนให้ Victim พูดในสิ่งที่เขาได้รู้  ได้เห็นและกล้าที่จะพูด

               2.2 การใช้ Media ของ Dr.Raman เข้ามาช่วยในการทำให้คนรู้สึกว่าพวกเขาได้ตกเป็น Victim ของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง

              2.3 การฟื้นฟูจาก Community Relations Council(CRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล EU และ International Fund for Ireland โดยวัตถุประสงค์ของ CRC คือ การส่งเสริมให้เกิดการประนีประนอมและความเข้าใจกันในไอร์แลนด์เหนือ พยายามช่วยลดความรุนแรงและให้ประชาชนมีวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตของไอร์แลนด์เหนือในระดับชุมชน เพื่อต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีการพูดคุยกันและเข้าใจวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน จากการสร้างกิจกรรมให้ทำร่วมกันระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ ซึ่งต้องเป็นกิจกรรมที่ทั้ง 2 ฝ่ายสนใจเหมือนกัน อาจจะเกี่ยวกับกีฬาและผู้หญิง จึงจะสามารถชักจูงให้เกิดความร่วมมือขึ้นได้  

3. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือประสบผลสำเร็จ

             3.1 ประชากรและผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งได้ตระหนักถึงปัญหาที่ตามมาและเริ่มเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรง

             3.2 มีความเข้าใจถึงปัญหาของความขัดแย้ง และความไว้วางใจฝ่ายตรงข้ามเพราะได้มีโอกาสรับฟังความคิดของฝ่ายตรงข้ามจากการได้พูดคุยกันและพยายามสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

              3.3 มีการฟังเสียงประชาชน เข้าใจถึงความต้องการและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ตำรวจ ทหาร นักโทษและนักวิชาการ โดยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นของตนเองรวมทั้งการจัดทำข้อเสนอที่จะให้ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคกันทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนา

              3.4 รัฐบาลอังกฤษยอมรับว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมารัฐบาลต้องขอโทษที่ได้กระทำผิดต่อประชาชน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผู้ก่อการร้ายเริ่มไว้ใจรัฐบาล และรัฐบาลควรเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

              3.5 Tony BlairและBill Clinton ได้เข้ามาแสดงบทบาทเนื่องจากตระหนักถึงความรุนแรงของ “The Troubles” จึงมีการทำสัญญาที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในไอร์แลนด์เหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจ้างงานและการลงทุนจากสหรัฐฯ สรุปได้ว่าต้องให้ IRA เข้ามามีส่วนร่วมให้เกิดกระบวนการสันติภาพ ที่สำคัญคือ จะเกิดสันติภาพได้ก็ต่อเมื่อเราต้องฟังเสียงคนที่เราเกลียด

4. แนวทางสำหรับการนำมาปรับใช้กับสังคมไทย

            การคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือมีลักษณะที่พิเศษคือ เป็นการดำเนินงานจากหลายฝ่าย ความสามารถในการผลักดันให้เกิดกระบวนการสันติภาพท่ามกลางปัญหาการใช้ความรุนแรงที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญนำไปสู่เงื่อนไขของการเริ่มต้นขบวนการสันติภาพ และการแสวงหาข้อตกลงเพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือ

             4.1 ผู้คนในสังคมมาถึงจุดที่ไม่อาจยอมรับเหตุการณ์ความรุนแรงได้อีกต่อไปจากเหตุการณ์การระเบิดที่ทำให้เด็กเสียชีวิตสองคนที่เมือง Warrington ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกละอายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งจากความต้องการแก้แค้นมาสู่การสร้างสันติภาพ โดยใช้ขบวนการทางสังคมมาช่วยเยียวยาและการสร้างสำนึกใหม่แก่บิดาและญาติของเด็กที่เสียชีวิตซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ และมีบทบาทในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกัน

             4.2 กระบวนการสร้างสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือเป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องของฝ่ายที่สาม ทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยและองค์กรสันติภาพต่างๆในการทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างฝ่าย Nationalist และ Unionist ด้วยการใช้แนวทางของความเป็นเพื่อนมนุษย์ สร้างบรรยากาศของความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ระดับบุคคล  การทำงานด้านนี้ทำให้คนที่เป็นศัตรูกันมาก่อนนั้นได้มีโอกาสในการสื่อสารโดยตรงและลดความหวาดระแวงได้บางส่วน กระบวนการสื่อสารนำไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์ของที่อื่นๆเพื่อให้มองความเป็นไปได้ของทางเลือกในการแก้ไขปัญหามากขึ้น

             4.3 การทำงานของกลุ่มและเครือข่ายนอกประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไอร์แลนด์โพ้นทะเลในสหรัฐฯมีส่วนสนับสนุนขบวนการชาตินิยมไอร์แลนด์ในการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของการสนับสนุนโดยผลักดันให้มีการเจรจาสันติภาพ

             4.4 ภาวะของผู้นำในส่วนของภาคการเมืองหลายฝ่ายได้แก่ รัฐบาลอังกฤษและประเทศที่สามคือ ผู้นำสหรัฐฯและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ทำงานร่วมกันเพื่อทำให้เกิดเงื่อนไขนำไปสู่การแสวงหาข้อตกลงร่วมกันโดยสันติวิธีในด้านการจัดสรรทรัพยากร จัดตั้งองค์กร และสร้างเงื่อนไขของความไว้วางใจเพื่อให้สองฝ่ายทำงานร่วมกัน  ถือเป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองและการลดความสูญเสียจากความรุนแรง

             4.5  การให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มที่โดยในการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกคนที่เหมาะสมเข้าไปทำงานเพื่อร่างข้อตกลงร่วมกัน ขณะเดียวกันองค์กรภาคประชาสังคมก็ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการยกร่างข้อตกลงและเป็นส่วนที่ช่วยค้ำจุนคณะกรรมการเมื่อเกิดปัญหาชะงักงันในการทำงานยกร่าง  ข้อตกลงทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นข้อตกลงของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เป็นข้อตกลงที่ผ่านการเห็นชอบของประชาชนโดยการลงประชามติ

            4.6 การเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้สองฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเสมอภาคด้วยการแบ่งอำนาจการบริหารในเขตไอร์แลนด์เหนือ และการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลางเพื่อให้ไอร์แลนด์เหนือสามารถสร้างสรรค์การปกครองของตนเองได้  นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระดับชุมชนไอร์แลนด์เหนือก็คือ การปฏิรูปหน่วยงานตำรวจ กำหนดให้ประกอบด้วยคนคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ในสัดส่วนที่เหมาะสม และการให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้สูญเสียและสังคมโดยรวม โดยการจัดตั้งหน่วยงานอิสระที่เรียกว่า “ สภาชุมชนสัมพันธ์ ” เพื่อทำงานในระยะยาวในการฟื้นฟูความสัมพันธ์

             ดังนั้นความพยายามที่ผ่านมาสามารถสร้างกระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือให้สำเร็จได้ในปัจจุบันนั้นถือเป็นบทเรียนสำคัญระดับนานาชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้ในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจแก่ภาคส่วนต่างๆของสังคมไทยให้เกิดวิธีคิดหรือแนวทางสันติวิธีที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นในการจัดการความขัดแย้งถึงแม้ต้องใช้ระยะเวลานานขนาดไหนก็ตาม  แต่อย่างน้อยสิ่งแรกที่ไทยควรเริ่มลงมือทำคือ ทุกคนควรยอมรับความแตกต่างทั้งทางวัฒนธรรมและศาสนา แน่นอนว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นการมองโลกที่ต่างกันและความเชื่อต่างๆไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมีการเจรจากันเกิดขึ้นทำให้เรารู้ได้ว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร ใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้น และในที่สุดก็จะนำไปสู่การสร้างสันติวิธีในทุกๆฝ่ายของไทยได้นั่นเอง