งานสัมมนาวิชาการเรื่อง

“จับตาแนวโน้มการศึกษาไทย สู่ทิศทางการเรียนและการวิจัยในสหภาพยุโรป”


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556 ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานสัมมนาวิชาการเรื่อง  จับตาแนวโน้มการศึกษาไทย สู่ทิศทางการเรียนและการวิจัยในสหภาพยุโรป ระหว่างเวลา 9.30-16.00 ณ ห้องประชุม 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การบรรยายครั้งนี้จัดขึ้นเป็นภาษาไทยและมีผู้เข้าร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 57 ท่าน  ในงานสัมมนานี้แบ่งการเสวนาออกเป็น 2 ช่วง กล่าวคือ การเสวนาหัวข้อ “การเรียนภาษาและสหสาขายุโรปศึกษา : ขาลงจริงหรือ?” และหัวข้อ “แนวทางการศึกษาและการวิจัย : กรณีศึกษาและเปรียบเทียบระหว่างไทยและสหภาพยุโรป”

001new

การเสวนาในช่วงแรกนั้น ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้แก่ รศ. ดร. ธิดา บุญธรรม อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย, ผศ. ดร. อัญชลี โตพึ่งพงศ์ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, และดร. ภาวรรณ เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษา จุฬาฯ ซึ่งเนื้อหาการเสวนาในช่วงนี้ครอบคลุมปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาด้านภาษาและยุโรปศึกษา ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข่งขันทางภาษา การเผยแพร่วัฒนธรรม และการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้นเรื่อยๆ  ประกอบกับการที่ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจะพัฒนากรอบความร่วมมือเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 3 ปีข้างหน้า คนไทยจึงหันมาสนใจกับการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นเหตุให้จำนวนผู้ที่เลือกเรียนภาษาและสหสาขายุโรปศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะ10ปีที่ผ่านมา เว้นแต่เพียงภาษาอังกฤษเท่านั้นที่ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เรียนและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการยกเลิกการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาต่างประเทศในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้จำนวนผู้เรียนยิ่งลดน้อยลง เนื่องจากผู้เรียนส่วนหนึ่งเลือกและให้ความสำคัญกับภาษาเพียงเพื่อการสอบวัดผลเท่านั้น และเป็นที่น่าสังเกตว่าความนิยมในภาษาสเปน กลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับภาษาอื่นๆในทวีปยุโรป ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการที่ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการของหลายประเทศและถูกใช้ในหลายทวีปทั่วโลก ผู้เรียนจึงเล่งเห็นประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารเพื่อธุรกิจการค้ามากกว่าการเรียนตัวภาษา

002new

อย่างไรก็ดี ผู้ร่วมเสวนาทุกท่านยังคงเห็นพ้องต้องกันว่า สภาพการณ์ในปัจจุบันยังไม่ใช่ขาลงของการเรียนภาษาและสหสา­ขายุโรปศึกษา เพียงแต่เป็นยุคของความหลากหลายทางภาษาที่ทำให้ผู้เรียนมีตัวเลือกมากขึ้น และเห็นว่าการเรียนภาษานั้นไม่ใช่เพียงการเรียนเพื่อตัวภาษาเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการเรียนเพื่อการบูรณาการ กล่าวคือ ภาครัฐควรส่งเสริมและกำหนดนโยบายการเรียนภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่3แก่นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเรียนสายใดก็ตาม เนื่องจากความเข้าใจในภาษาต่างๆนั้น จะทำให้เข้าถึงความรู้และข้อมูลต่างๆได้ดีกว่าการอ่านจากตำราภาษาไทยเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างโอกาสในการเรียนต่อต่างประเทศอีกด้วย

003new

จากนั้น การเสวนาช่วงบ่ายในหัวข้อ “แนวทางการศึกษาและการวิจัย : กรณีศึกษาและเปรียบเทียบระหว่างไทยและสหภาพยุโรป” นั้น ศูนย์ยุโรศึกษาฯได้รับเกียรติจากคุณฉายดรุณ ทิพวรรณ ผู้แทนศิษย์เก่านักเรียนทุนอีราสมุส มุนดุสประเทศไทย, ผศ. ดร. สุปรีดี ฤทธิรงค์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ. ดร. อริยา อรุณินท์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และคุณแอกเณส นิฮอฟ เจ้าหน้าที่จาก Nuffic Neso (Netherlands Education Support Office) ประจำประเทศไทย การเสวนานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการศึกษาและการวิจัยในเชิงเปรียบเทียบระหว่างไทยและสหภาพยุโรป

004new

แม้ว่าสถานการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยในช่วง10ปีที่ผ่านมานั้น จะใช้งบประมาณลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังคงน้อยอยู่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกทั้งประสิทธิภาพงานวิจัยและการพัฒนาของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับอีก47ประเทศทั่วโลกแล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมากแม้จะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นทุกปีก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยเน้นการวิจัยและพัฒนาในทิศทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และหากพิจารณาการลงทุนรายสาขาจะพบว่า งบประมาณครึ่งหนึ่งไปอยู่ที่การวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาการเกษตร ซึ่งการลงทุนด้านสาขามนุษยศาสตร์มีการลงทุนเพียงร้อยละ1เท่านั้น แตกต่างจากนโยบายการพัฒนาด้านการศึกษาและการวิจัยในสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน และกำหนดทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาตรฐานการศึกษาของสหภาพยุโรปนั้นเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และเป็นแหล่งรวมศาสตร์วิชาในหลากหลายสาขา เนื่องจากผู้นำประเทศและประชาชนต่างเห็นความสำคัญของการวิจัยและทุ่มเททรัพยากรต่างๆ ให้กับการวิจัยเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังส่งเสริมการศึกษาวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันโดยไม่จำกัดสาขา วัตถุประสงค์หลักของสถาบันวิจัยในสหภาพยุโรปนั้น เน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่เพื่อความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างนานาประเทศ โดยการผสมผสานความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสาธารณะของประเทศตนเองในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสหภาพยุโรปและประเทศต่างๆทั่วโลก ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงเป็นแม่แบบด้านการพัฒนาการศึกษาและการวิจัยแก่ประเทศกำลังพัฒนามาโดยตลอด

005new

นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาของระบบการศึกษาไทยในขณะที่กำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบทางด้านการศึกษาของไทยในระดับอุดมศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการแข่งขันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม การเมือง การศึกษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียน นโยบายที่รองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนมากนักในการนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งควรมีนโยบายในการปรับตัวและการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแก่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนการศึกษาและการทำวิจัย ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปยังคงมีอยู่ในหลากหลายระดับและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ‘Asia Link’ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเอเชียกับยุโรป หรือโครงการ ‘Erasmus Mundus’ โครงการทุนการศึกษาให้เปล่าจากสหภาพยุโรป สำหรับศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกหรือทำวิจัยระยะสั้นในยุโรปซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 จนถึงวันนี้มีนิสิต นักศึกษา และนักวิชาการไทยได้รับทุนแล้วกว่า400คน นอกจากนี้ คณะมนตรียุโรปได้ออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนให้นักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป สามารถเข้ามาทำงานวิจัยในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้สะดวกและรวดเร็ว เพื่อเป็นการดึงดูดนักวิจัยจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงานวิจัยในสหภาพยุโรปมากขึ้น