สรุปการนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรปผ่านนโยบายการค้าและ การพัฒนา กรณีศึกษา ความอยู่ดีกินดี”

 

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย (ไฟล์ Pdf): https://goo.gl/ooolwJ

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย (ไฟล์ PowerPoint): https://goo.gl/KRLk9W

ในวันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม 2560 เวลา 13.30 – 15.30 น. ทางศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงานวิจัย ในหัวข้อเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรปผ่านนโยบายการค้าและ การพัฒนา กรณีศึกษา ความอยู่ดีกินดี” โดย คุณพงษ์เทพ ประสบโชคชัย ณ ห้องประชุม DIPAK C.JAIN อาคารศศนิเวศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ คุณ พงษ์เทพ ประสบโชคชัย ได้กล่าวถึง ประเด็นความอยู่ดีกินดี ที่เป็นประเด็นที่ประเทศทั่วโลก และองค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญในศตวรรษที่21 และแม้แต่ภายในความร่วมมือของภูมิภาคในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และ ภูมิภาคยุโรป ที่มีความร่วมมือกันเป็นการภายในของภูมิภาคนั้นๆต่างก็ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน               

 

คุณพงษ์เทพเริ่มเปิดประเด็นของความหมายของ”การอยู่ดีกินดี”ที่ทางสหประชาชาติได้ให้คำจำกัดความไว้ จากนั้นจึงไล่เรียงถึง การรวมตัวตามแนวคิดที่เรียกว่า”ภูมิภาคนิยม. โดยมีผู้เล่นที่มีบทบาทในระดับโลกอย่างสหภาพยุโรป (European Union)  และระดับภูมิภาคอย่างประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ต่างก็ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกในภูมิภาค การรวมตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกันของประเทศสมาชิกต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ก็ได้นำแนวคิดเรื่องความอยู่ดีมีสุขหรือ Well-being มาระบุในเป้าหมายของการรวมตัวในระดับภูมิภาคด้วย ทางด้านสหภาพยุโรปนั้น ตามเป้าหมายของสนธิสัญญาลิสบอน (Article 3, Treaty of Lisbon) ได้ระบุไว้ว่า “The Union’s aim is to promote peace, its values and the well-being of its peoples.” ส่วนอาเซียนก็มีกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ที่มีเป้าหมายมุ่งสร้างความเป็นประชาคมและความแข็งแกร่งให้กับความอยู่ดีกินดีสำหรับพลเมืองอาเซียน ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนใน Article 1 ของกฎบัตรอาเซียนว่า “To enhance the well-being and livelihood of the peoples of ASEAN by providing them with equitable access to opportunities for human development, social welfare and justice.”

ซึ่งจากการทำวิจัย จะเห็นได้ว่า ทั้งสองภูมิภาคมีเป้าหมายเดียวกันที่จะสร้างความอยู่ดีมีสุข ความอยู่ดีกินดีให้กับพลเมืองของตนเอง แต่ด้วยนโยบายใด และเครื่องมือใดนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนพลเมือง วัฒนธรรม ประเพณี ความเชี่ยวชาญ และความเหมาะสมในบริบทของแต่ละภูมิภาค   โดยคุณพงษ์เทพ ในฐานะผู้ทำวิจัย ได้นำเสนอผลการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

แนวคิดเรื่องความอยู่ดีมีสุข (Well-being) ที่ให้คุณค่าของการเจริญเติบโตของชาติสมาชิกอาเซียนแบบองค์รวม โดยไม่จำเป็นต้องเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดแต่เพียงด้านเดียว ซึ่งในงานวิจัยนั้นได้ใช้แนวคิดทฤษฎีที่ใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์สถานการณ์และโครงการที่ทางสหภาพยุโรปช่วยเหลืออาเซียนและประเทศสมาชิกในอาเซียน นั่นคือ Game theory, Normative Power Europe, Development policy of the European Union และ A well-being manifesto for a flourishing society

ซึ่งผลจากการสัมภาษณ์ Key informant (ผู้กำหนดนโยบาย,  Professionals และภาควิชาการ) เห็นพ้องต้องกันว่าปัจจัยหลักทั้งสามประการคือ การศึกษา สุขภาพ และการจ้างงานช่วยเกื้อหนุนให้เกิดสังคมอยู่ดีมีสุข กระนั้นก็ดีบทบาทหน้าที่หลักนั้นอยู่ที่รัฐ เป็นผู้จัดหาในเบื้องแรก

โดยโครงการที่ทางสหภาพยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือแก่อาเซียนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับนั่นคือ Macro level และ Micro level โดย ในระดับ Macro level สหภาพยุโรปให้ความช่วยเหลือในระดับภูมิภาคต่อภูมิภาค ส่วนระดับ Micro level นั้น สหภาพยุโรปให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศในอาเซียนเป็นรายประเทศ ขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของประเด็นที่ทางชาติสมาชิกในอาเซียนจะเจรจา

สำหรับโครงการในระดับ Macro level ประกอบไปด้วย 1.ASEAN Regional Integration Support by the EU (ARISE), 2. ASEAN-EU Enhancing ASEAN Free Trade Agreement Negotiating Capacity Programme, 3. Regional EU-ASEAN Dialogue Instrument (READI) Facility และ 4. EU-ASEAN Capacity Building Project for Monitoring Integration Progress and Statistics (COMPASS)

ส่วนระดับ Micro level ประกอบไปด้วย

  1. Thailand, Policy Dialogue Facility covering Trade, Investment, Environment and Climate Change, Governance Programme,
  2. EU-Vietnam, Health Sector Policy Support Programme HSPSP
  3.  EU-Indonesia, Education Sector Support Programme (ESSP)

ซึ่งข้อเสนอแนะทางนโยบายที่น่าจะได้รับการพิจารณาจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  เช่น ความเป็นไปได้ของอาเซียนที่จะมีการกำหนดนโยบายร่วมในเรื่องความอยู่ดีมีสุขให้มีความชัดเจนขึ้น เนื่องเพราะแม้จะมีการระบุใน  กฎบัตรอาเซียนเรื่องเป้าหมายของการเป็นประชาคมที่มีความอยู่ดีมีสุข แต่แผนและแนวทางที่ชัดเจน      ของการอยู่ดีมีสุขในระดับอาเซียนนั้น มีเรื่องใดบ้างที่ต้องรีบทำ และแผนกลยุทธ์เป็นอย่างไร เป็นต้น

โดยในช่วงท้ายของการสัมมนา ทางศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทรรศนะและมุมมองในเรื่องความอยู่ดีมีสุข พร้อมกับเสนอแนะเนื้อหาที่นักวิจัยสามารถนำไปพิจารณาปรับเพื่อให้งานวิจัยชิ้นนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประเด็นเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น

1.การนำข้อมูลเชิงปริมาณของปัจจัยด้านการศึกษา สุขภาพ และการจ้างงานของชาติสมาชิกอาเซียนมาพิจารณาว่า ก่อนและหลังที่สหภาพยุโรปให้ความช่วยเหลือนั้นเป็นอย่างไร มีความเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางใด อย่างไร

2.การนำข้อมูลจากงานวิจัยประเด็นเศรษฐกิจพอเพียงชิ้นอื่น ๆ มาพิจารณา เพื่อเป็นตัวอย่างและมุมมองอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนาด้านความอยู่ดีมีสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่งอาจใช้เป็นแม่แบบในการพัฒนาทางเลือกสำหรับชาติสมาชิกอาเซียน  เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณ พงษ์เทพ ประสบโชคชัย ได้ทิ้งท้ายก่อนจบการนำเสนองานวิจัยการทำความเข้าใจประเด็นความอยู่ดีกินดี ในบริบท การพัฒนาประเทศและอาจนำไปสู่การค้นพบศักยภาพและโอกาสใหม่ๆ ในด้านต่างๆ ทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่ประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่มากก็น้อย