ในวันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน 2560 เวลา 13.30 – 15.30 น. ที่ผ่านมา ทางศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงานวิจัย ในหัวข้อเรื่อง “ความคิดรวบยอดและบทบาทภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนนโยบายอาหารปลอดภัยในยุโรปกรณีอาหารตัดต่อพันธุกรรม” โดย คุณสุมนมาลย์ สิงหะ ณ ห้องประชุม702 ขั้น7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายได้ที่: https://goo.gl/Vwe7YD

 

 

คุณสุมนมาลย์ สิงหะ ได้กล่าวถึงประเด็นความเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมกรณีอาหารตัดต่อพันธุกรรม ที่เป็นประเด็นที่ประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญในศตวรรษที่21 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวางในสังคมตะวันตก โดยคุณสุมนมาลย์ เริ่มหัวข้อการนำเสนอแลกเปลี่ยน ด้วยการปฏิบัติประชาธิปไตยถกแถลง โดยมีกรณีศึกษาความเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม การตัดต่ออาหารพันธุกรรมเปรียบเทียบระหว่าง สหราชอาณาจักร และ ประเทศเดนมาร์ก ในเชิง กฏหมาย,บทบาทภาคประชาสังคม ,ความท้าทายในอนาคต

สำหรับนโยบายขับเคลื่อนอาหารตัดแต่งพันธุกรรมภายใต้การควบคุมกำกับของคณะกรรมาธิการอาการปลอดภัยสหภาพยุโรป ( European Food Safety Authority: EFSA) นั้นเป็นนโยบายสาธารณะที่มีแง่มุมหลากมิติ เกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี วัฒนธรรมอาหาร ทางเลือกของผู้บริโภค จริยธรรม การเมือง การค้าเสรีระดับประเทศและระหว่างภูมิภาคยุโรป ทั้งนี้สหภาพยุโรปถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูงสุดและประเทศไทยก็เป็นคู่ค้าสำคัญ

การศึกษาบทเรียนที่น่าสนใจกรณี ประเทศสหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก นั้น การขับเคลื่อนนโยบายอาหารปลอดภัยถือเป็นเครื่องมือวัฒนธรรมการเมืองของการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะของพลเมือง ทั้งยังเป็นกลไกในการระดมความร่วมมือสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ และเป็นพื้นที่เปิดให้บทบาทภาคประชาสังคมช่วยสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจรัฐ ทุนและอัตลักษณ์ทางสังคมระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปตลอดระยะ 30 ปี โดยเฉพาะเดนมาร์ก และสหราชอาณาจักร นั้นเป็นตัวอย่างของการเคลื่อนไหวของภาคพลเมืองมีบทบาทในกระบวนการกำกับดูแลหลายขั้นตอน ที่สวามารถยกระดับข้อเสนอมาตรการปกป้องบังคับติดฉลากถั่วเหลืองและข้าวโพด GMOs กำหนดไว้ในข้อกำหนดที่ 90/220 ของคณะกรรมาธิการตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา

ซึ่งคุณสุมนมาลย์ เริ่มเปิดประเด็นของความหมายของ”ประชาธิปไตยถกแถลง” ในกรณี ความเคลื่อนไหวนโยบายการตัดต่อพันธุกรรมไว้ โดยลำดับช่วงเวลาของกลไกและกลวิธีการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ช่วงก่อนปี2000 , หลังปี2000 และ ปี 2010 เป็นต้นไป สำหรับประชาธิปไตยถกแถลงนั้นถือว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมในยุค ค.ศ.2010 เป็นต้นมา เพราะเป็นกลไกที่ตั้งคำถามจริงจังกับข้อจำกัดประชาธิปไตยแบบตัวแทนในแง่ “เสียงข้างมาก” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ผูกขาดความรู้ จุดคานงัดของประชาธิปไตยถกแถลงคือการสร้างช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลของพลเมืองหลากรูปแบบ ประชาธิปไตยถกแถลงหรือประชาธิปไตยคุณภาพ จึงเป็นแนวคิดที่ดึงดูดใจพลเมือง นักกิจกรรมสังคม นักวิชาการและนักปฏิรูปองค์กรรอบโลก และเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลและประสบการณ์ภาคสนามสามารถนำมาประมวลแนวคิดและประยุกต์ในสังคมศาสตร์ได้ สถานะของนโยบายอาหารปลอดภัยสองประเทศมีกฎหมายอนุญาตให้ปลูกพืช GMOs เพื่อการวิจัยและนำเข้าข้าวโพดอาหารสัตว์จีเอ็มโอ ฯล รวมทั้งอาหารจีเอ็มโอที่ติดฉลากเข้มงวด

 

ในส่วนของกรณีประเทศเดนมาร์ก จุดเด่นของกระบวนการถกแถลงนโยบายกำกับดูแลพืชตัดแต่งพันธุกรรม มีบทนำข้อปฏิบัติใหม่ของพืชตัดแต่งพันธุกรรมซึ่งเป็นการขยายครอบคลุมมิติจริยธรรมโดยละเอียดต่อสภาเดนมาร์ก และวางอยู่ข้อถกเถียงของรัฐสภาในปี 2000 ซึ่งประเด็นการไม่ไว้วางใจนักวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีของยุโรป ประเด็นจริธรรมในการกำกับดูแลการพัฒนาพันธุวิศวกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์จึงเป็นประเด็นท้าทายในศตวรรษที่ 21และ การดำเนินนโยบายสาธารณะระดับภูมิภาค โดย คณะกรรมาธิการยุโรป และ หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหารยุโรป  โดยมี การป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมปี1990 ที่มีนโยบายระดับประเทศสมาชิกภาพที่มีนโยบายการกำกับดูแลที่แตกต่าง จนเป็น ระดับมลรัฐ ระดับท้องถิ่น เป็นต้น

แต่ในกรณีสหราชอาณาจักรนโยบายอาหารตัดต่อพันธุกรรม มีจุดเด่นการออกพระราชบัญญัติในอังกฤษว่าด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เสียหายนั้นกินความกว้างขวางบนฐานระเบียบข้อบังคับใช้

ของสหภาพยุโรป และหลักการที่ “ผู้ก่อมลภาวะต้องจ่าย” ในกรณีสหราชอาณาจักรนั้นมีบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ใช้ ประชาธิปไตยตัวแทน  ซึ่งมีรายละเอียด ว่าด้วย กฏหมายที่เกี่ยวข้องทั้งข้อตกลงทางการค้าและกฏหมายภายในประเทศ ซึ่งภูมิทัศน์ประชาธิปไตยแบบถกแถลงย่อมมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งก็คือ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งในมีบทบาทของกลุ่มผู้ผลิตในการผลักดันนโยบายกำกับดูแลผลิตภัณฑ์GMOs คือ ผู้ผลิตต้นน้ำ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปผู้บริโภค สื่อสารมวลชน กลุ่มบรรษัทข้ามชาติ โดยในโลกสมัยใหม่ที่การเมืองแยกย่อยเป็น “การเมืองจุลภาค” กระบวนการถกแถลงยิ่งสำคัญในการให้ศึกษาภาคพลเมืองและสร้างการรับรู้บริบทของผู้คนในพหุสังคมวัฒนธรรมเพื่อหาฉันมติในประเด็นสำคัญร่วมกัน ข้อท้าทายสำหรับอนาคต การลงประชามติ (Referendum) ออกจากยุโรปของสหราชอาณาจักรของอดีตนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนย่อมส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายอาหารปลอดภัยของยุโรป เพราะสองประเทศโมเมนตัมสำคัญและเป็นเสมือนเงาของคณะกรรมาธิการยุโรปในการกำกับควบคุมนโยบายอาหารปลอดภัยจะเป็นอย่างไรต้องจับตาติดตามต่อไป

ซึ่งในช่วงท้ายของการสัมมนา ทางศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทรรศนะและมุมมองในเรื่อง ความเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม กรณีอาหารตัดต่อพันธุกรรม  พร้อมกับเสนอแนะเนื้อหาที่นักวิจัยสามารถนำไปพิจารณาปรับเพื่อให้งานวิจัยชิ้นนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเช่นกัน  ทั้งนี้ งานนำเสนอผลงานวิจัยพยายามนำเสนอการทำความเข้าใจประเด็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมกรณีอาหารตัดต่อพันธุกรรมในภูมิภาคยุโรป ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปศึกษาทำความเข้าใจเปรียบเทียบและตกผลึกได้ไม่มากก็น้อย