ในวันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานสัมมนานำเสนอผลงานวิจัย ในหัวข้อเรื่อง “สมมุติฐานความคาดหวังของโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในยูโรโซน” โดย ผศ.ดร.บุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ ณ ห้องประชุม 702 ชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ดร.บุญเลิศ ได้กล่าวถึงประเด็นของโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในยูโรโซน ที่เป็นประเด็นการดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary policy) ในปัจจุบันนั้น ในยูโรโซนให้ความสำคัญเกี่ยวกับความสามารถของธนาคารกลางในการบริหารความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest rate expectations) ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงิน (Market participants) เพราะความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในอนาคตส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการดำเนินกลยุทธ์ด้านการเงินของทั้งผู้ลงทุนบุคคล ภาคเอกชน และภาครัฐบาล การบริหารจัดการความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการประเมินประสิทธิผลของกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน (Monetary policy transmission mechanism) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

      ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานดำเนินนโยบายการเงินสำหรับประเทศสมาชิกในยูโรโซนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่มีประวัติศาสตร์การดำเนินงานของธนาคารกลางและกรอบของนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญที่ผู้ดำเนินนโยบายการเงิน (Policymakers) ของธนาคารกลางยุโรปให้ความสนใจคือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินของประเทศสมาชิกต่างๆ สามารถคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่สอดคล้องกับแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรปได้หรือไม่

โดยทางผู้ทำวิจัยอธิบายถึง     วัตถุประสงค์ของงานวิจัยว่าเพื่อศึกษาความแตกต่างด้านการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินในกลุ่มประเทศสมาชิกยูโรโซนระหว่างปี ค.ศ. 1989 – 2014 โดยโครงการวิจัยนี้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยที่บูรณาการสมมติฐานต่างๆ ที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์การเงิน

ซึ่งสมมติฐานทั้ง 4 ประกอบด้วย

(1) สมมติฐานความไม่มีอคติของอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าในการพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคต (The forward rate unbiasedness hypothesis)

(2) สมมติฐานความคาดหวังของโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย (The expectations hypothesis of the term structure of interest rate)

(3) สมมติฐานความคาดหวังที่มีเหตุมีผล (The rational expectations hypothesis)

(4) สมมติฐานความคาดหวังที่ไม่มีความแตกต่างกัน (The homogeneous expectations hypothesis)

ซึ่งหลังการเก็บข้อมูลและทำการสังเคราะห์เปรียบเทียบสมมุติฐาน ผลของการวิจัยที่สำคัญสามารถสรุปออกมาได้ดังต่อไปนี้ คือ

(1)  อัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า (Implicit forward rate) ที่คำนวณจากโครงสร้างของอัตราดอกเบี้ย (Term structure of interest rates) มีความสามารถในการพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่ยังคงมีอคติประเภทที่ไม่แปรผันตามเวลา (Time-invariant bias) นักลงทุนสามารถใช้อัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ แต่ต้องมีการปรับค่าพยากรณ์ด้วยอคติประเภทที่ไม่แปรผันตามเวลา จึงจะได้ค่าพยากรณ์ที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

(2)  ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตอย่างไม่มีเหตุมีผล (Irrational expectations) เพราะพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตโดยให้น้ำหนักกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันมากกว่าอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า ทั้งๆที่อัตราดอกเบี้ยล่วงหน้ามีความสามารถในการพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตมากกว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตมีค่าสูงกว่าความเป็นจริง (Overestimation) ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงระหว่างปี ค.ศ. 1989 – 2014 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่น้อยเกินไป (Underreaction) เพราะมีอคติประเภทอนุรักษ์นิยม (Conservatism bias) ตามแนวคิดของการเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral finance)

(3)  ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินของประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1999 มีความแตกต่างกันทั้งส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term premium) และความมีเหตุมีผล (Rationality) ในการพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่เมื่อกลุ่มประเทศยูโรโซนเริ่มใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 เป็นต้นมา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินพยากรณ์อัตราดอกเบี้ยอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้นและไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินยังมีความต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงในระดับที่สูงขึ้นและมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปประสบความสำเร็จในการบริหารความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินเฉพาะด้านความมีเหตุมีผลเท่านั้น ธนาคารกลางยุโรปจึงควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย (Forward guidance) เพื่อช่วยลดส่วนชดเชยความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ในช่วงท้ายของการสัมมนา ทางศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนทรรศนะและมุมมองในเรื่อง พร้อมกับเสนอแนะเนื้อหาที่นักวิจัยสามารถนำไปพิจารณาปรับเพื่อให้งานวิจัยชิ้นนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเช่นกัน